
รายงานฉบับนี้ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ระบบนิเวศ Startup ของประเทศไทย และทำการนำเสนอปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเงินทุนสำหรับ Startup ที่ยังมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Startup ในระยะเริ่มต้น หรือ Seed Stage ปัญหาการขาดแคลนโครงการจากหน่วยงานภาครัฐที่มีความสามารถในการผลักดันการพัฒนานวัตกรรมและระบบนิเวศ หรือปัญหาจำนวน Unicorn Startup ที่ประสบความสำเร็จยังมีจำนวนน้อย ส่งผลให้ Startup เผชิญความท้าทายในการดึงดูดพนักงาน เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบถึงกันและกัน
นอกจากนั้น ยังได้ศึกษาระบบนิเวศในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อิสราเอล และสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบนิเวศในประเทศไทยต่อไป หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้ก็คือ หน่วยงานภาครัฐมีความสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศของประเทศ และหน่วยงานภาครัฐในแต่ละประเทศนั้นมีการส่งเสริมระบบนิเวศของตนผ่านช่องทางต่าง ๆ และในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

โดยงานศึกษานี้พบว่าในระบบนิเวศที่พัฒนาแล้วนั้น หน่วยงานภาครัฐมักมีวิสัยทัศน์และแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบนิเวศของตน รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐเหล่านี้มักมีการจัดตั้งโครงการที่ถือเป็นโครงการหลัก (Cornerstone Program) ของประเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศ อย่างเช่น โครงการร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เป็นต้น
แม้สตาร์ทอัพจะถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมของประเทศ แต่ในความเป็นจริง สตาร์ทอัพไทยจำนวนมากกลับต้องเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นไปจนถึงการเติบโตในระยะต่อมา ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร หรือกติกาที่ยังไม่เอื้อ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าสตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพหรือไม่ หากแต่เป็นเหตุใดระบบนิเวศที่รายล้อมอยู่จึงยังทำให้การเติบโตเป็นเรื่องยาก บทความนี้จึงชวนสำรวจอุปสรรคเชิงโครงสร้างในหลากหลายมิติที่สตาร์ทอัพไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
มิติทางเศรษฐกิจ (Markets & Financing
1. บริษัทขนาดใหญ่ครอบงำตลาด
โครงสร้างตลาดไทยถูกครอบครองโดยบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพในเครือ ทำให้สตาร์ทอัพอิสระแข่งขันได้ยาก ทั้งด้านลูกค้า ทรัพยากร และชื่อเสียง
2. ขยายสู่ตลาดโลกได้ยาก
สตาร์ทอัพไทยขาดเครือข่ายและการสนับสนุนในระดับนานาชาติ ทำให้เข้าถึงลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรต่างประเทศได้จำกัด
3. เงินทุนระยะเริ่มต้นขาดแคลน
ความสนใจของนักลงทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพระยะ Seed–Early Stage มีจำกัด ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางการเงินในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
4. Market enablers ลดลง
จำนวน Incubator และ Accelerator ลดลง โดยเฉพาะโครงการระยะเริ่มต้นที่ไม่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่งผลให้การสนับสนุนจากภาคเอกชนไม่เพียงพอ
5. ชุมชนสตาร์ทอัพและบทบาทสถาบันการศึกษายังอ่อนแอ
ความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพกับมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เมื่อเทียบกับประเทศผู้นำในภูมิภาค
มิติด้านบุคลากร (People)
6. ขาดผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาทำหน้าที่พี่เลี้ยง
จำนวน Exit ของสตาร์ทอัพไทยมีน้อย ทำให้ขาด Mentor ที่มีประสบการณ์จริงในการขยายธุรกิจระดับโลก
7. ดึงดูดบุคลากรได้ยาก
สตาร์ทอัพเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ด้านค่าตอบแทนและความมั่นคงในอาชีพ
8. ผู้ก่อตั้งและแรงงานต่างชาติเผชิญอุปสรรค
ข้อจำกัดด้านวีซ่า กฎระเบียบ และการทำธุรกิจ ทำให้ไทยไม่จูงใจ Talent ต่างชาติให้เข้ามาสร้างหรือร่วมงานกับสตาร์ทอัพ
9. ผู้ก่อตั้งไทยมีความเสี่ยงต่ำและมุ่งตลาดในประเทศ
ผู้ประกอบการจำนวนมากมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะในประเทศ ทำให้ผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจไม่สามารถ Scale Up สู่ระดับภูมิภาคหรือโลกได้
มิติภาครัฐและกฎระเบียบ (Government & Regulatory)
10. เงินสนับสนุนจากรัฐไม่เพียงพอสำหรับระยะเริ่มต้
โครงการภาครัฐให้เงินสนับสนุนในวงเงินต่ำ เมื่อเทียบกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจจริงของสตาร์ทอัพช่วง 1–2 ปีแรก
11. การออกแบบและการดำเนินโครงการรัฐไม่มีประสิทธิภาพ
หลายโครงการมีขั้นตอนซับซ้อน ทำงานแบบแยกส่วน ขาดการประสานงาน และมีปัญหาด้านการดำเนินการจริง
12. กฎระเบียบเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
เช่น ความยากในการใช้ ESOP กระบวนการขอใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และกฎหมายล้าสมัยที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจใหม่
13. ข้อจำกัดด้านโครงสร้างการลงทุนของนักลงทุน
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับ VC structure ไม่สอดคล้องมาตรฐานสากล และจำกัดเครื่องมือการลงทุน เช่น Preferred Shares หรือ Convertible Debt ทำให้การลงทุนในไทยทำได้ยาก
เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า ปัญหาของสตาร์ทอัพไทยไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากข้อจำกัดหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน คน และกติกา หากประเทศไทยต้องการเห็นสตาร์ทอัพที่เติบโตได้จริงและก้าวสู่ตลาดทุนอย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจปัญหาเหล่านี้อย่างรอบด้าน คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออนาคตของสตาร์ทอัพไทยที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโลกยุคปัจจุบัน